การปฏิบัติตัวของผู้เป็นเบาหวาน

การดูแลผู้ป่วย

โดย พลตรี แพทย์หญิงอัมพา สุทธิจำรูญ

      ผู้เป็นโรคเบาหวานควรมีความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานชนิดที่ตัวเองเป็นอยู่ เช่น ผู้เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ควรได้รับการรักษาด้วยการฉีดยาอินซูลิน เนื่องจากมีการสูญเสียเบต้าเซลล์ในตับอ่อนเป็นปริมาณมากจนทำให้ไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินที่มีหน้าที่นำน้ำตาลกลูโคสไปให้ร่างกายใช้เป็นพลังงาน ผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ในระยะแรกที่เป็นโรค สามารถรักษาได้ด้วยการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และยาลดน้ำตาลในเลือดชนิดรับประทาน ต่อมาเมื่อเบต้าเซลล์ในตับอ่อนเริ่มทำหน้าที่ลดลง อาจต้องรักษาด้วยการเพิ่มยาฉีดอินซูลิน หรือยาฉีดชนิดอื่น เช่น GLP-1 receptor agonist เป็นต้น

 

ผู้เป็นโรคเบาหวานควรมีวินัยในการปฏิบัติตัวเพื่อช่วยในการควบคุมโรคเบาหวาน ดังนี้

การควบคุมอาหาร
  • ควรรับประทานอาหารสุขภาพสำหรับโรคเบาหวาน (ลดอาหารรสหวาน มัน และเค็ม)
  • ควรรับประทานอาหารให้ตรงเวลา
  • ควรรับประทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสมกับตนเอง
  • ผู้หญิงรูปร่างสมส่วนควรได้รับอาหารที่มีพลังงาน 1,500 กิโลแคลอรี่/วัน
  • ผู้ชายรูปร่างสมส่วนควรได้รับอาหารที่มีพลังงาน 1,800 กิโลแคลอรี่/วัน (สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักน้อยกว่าปกติ สามารถเพิ่มพลังงานได้อีก 200-300 กิโลแคลอรี่/วัน สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักมากกว่าปกติ (อ้วน) ต้องลดพลังงานลงอีก 200-500 กิโลแคลอรี่/วัน)
  • ควรลดหรืองดรับประทานอาหารที่มีไขมันทรานส์ที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็ง อันก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันหรือโรคหลอดเลือดสมองตีบตัน (อาหารที่มีไขมันทรานส์มาก ได้แก่ คุกกี้ เค้ก ขนมกรุบกรอบ เป็นต้น)
 
การมีกิจกรรมทางกาย/การออกกำลังกาย

      กิจกรรมทางกาย (physical activity) หมายถึง การเคลื่อนไหวของร่างกายที่ใช้กล้ามเนื้อโครงสร้าง ทำให้มีการใช้พลังงานของร่างกายมากกว่าในขณะพัก

กิจกรรมทางกายมี 3 ระดับ

  • ระดับเบา มีการเคลื่อนไหวของร่างกายน้อยมาก เช่น การยืน การนั่ง
  • ระดับปานกลาง มีการเคลื่อนไหวของร่างกายโดยใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น การทำงานบ้าน การทำสวน
  • ระดับหนัก มีการเคลื่อนไหวของร่างกายที่ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ มีการทำซ้ำ ๆ และต่อเนื่อง เช่นการทำไร่ การขุดดิน เป็นต้น

 

 

      การออกกำลังกาย (exercise) หมายถึง กิจกรรมทางกายที่มีการวางแผน มีแบบแผนชัดเจนเป็นกิจกรรมทางกายที่ทำซ้ำ ๆ หรือสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มสมรรถภาพทางกาย ไว้เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและข้อ

การออกกำลังกายมี 4 ชนิด

  • การออกกำลังกายแบบแอโรบิก (aerobic exercise)
  • การออกกำลังกายแบบต้านแรง (resistance exercise)
  • การออกกำลังกายแบบยืดหยุ่น (flexibility, stretching)
  • การออกกำลังกายแบบการทรงตัว (balance training)

 

องค์การอนามัยโลกรายงานว่า ผู้ที่ไม่มีกิจกรรมทางกายหรือไม่ออกกำลังกาย เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และ/หรือโรคเบาหวานร้อยละ 17 เพิ่มโอกาสเกิดการหกล้มในผู้สูงอายุถึงร้อยละ 12 พบเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้เพิ่มขึ้นร้อยละ 10

คำแนะนำของสมาคมโรคเบาหวานของประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศไทยในพ.ศ. 2560 แนะนำว่า การออกกำลังกายในผู้เป็นโรคเบาหวาน ควรออกกำลังกายชนิดแอโรบิก ระดับหนักปานกลางสัปดาห์ละ 150 นาที (2 ชั่วโมงครึ่ง) โดยออกกำลังกายอย่างน้อย 3 วัน/สัปดาห์ ร่วมกับการออกกำลังกายแบบต้านแรงสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง และการออกกำลังกายแบบยืดหยุ่น สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ในผู้เป็นเบาหวานที่สูงอายุ (อายุ> 65 ปี) ควรออกกำลังกายแบบฝึกการทรงตัว (balance training) ร่วมด้วย



 
เบาหวานผู้สูงวัย (อายุ 65 ปี) กับเบาหวานในคนหนุ่มสาว (อายุ 26 ปี) ปฏิบัติตัวเหมือนกันหรือไม่
 

หลักการการปฏิบัติตัวในเรื่องการควบคุมอาหารไม่แตกต่างกัน การออกกำลังกายในผู้สูงวัย ควรเพิ่มการออกกำลังกายเพื่อการทรงตัวเพื่อป้องกันการหกล้ม การใช้ยารักษาโรคเบาหวานในผู้สูงวัย ควรมีการปรับเปลี่ยนชนิดและปริมาณของยาตามค่าการทำงานของไต
 



 
ผู้เป็นเบาหวานในผู้สูงอายุและในคนหนุ่มสาว จะเป็นโรคแทรกซ้อนแบบเดียวกันหรือไม่
 

 

โรคแทรกซ้อนของโรคเบาหวานในผู้สูงวัยและคนหนุ่มสาวไม่แตกต่างกัน

 


โรคแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน

แบ่งเป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ ชนิดแรกคือ โรคแทรกซ้อนของหลอดเลือดแดงเล็ก ได้แก่ จอตาผิดปกติจากเบาหวานโรคไตจากเบาหวาน และโรคปลายประสาทผิดปกติ โรคแทรกซ้อนของหลอดเลือดแดงใหญ่ ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมองตีบตัน โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย โรคหลอดเลือดแดงที่ปลายเท้าตีบตัน ทำให้เป็นแผลเรื้อรังและเกิดเนื้อตาย อาจทำให้ต้องมีการตัดนิ้วเท้าหรือขาได้

โรคแทรกซ้อนของหลอดเลือดแดงเล็ก

      จอตาผิดปกติจากเบาหวาน (diabetic retinopathy) ในระยะแรกที่เริ่มมีความผิดปกติในจอตา ผู้เป็นโรคเบาหวานจะไม่มีอาการทางสายตาที่ผิดปกติ เมื่อความผิดปกติในจอตาเป็นมากขึ้นหรือเมื่อมีการบวมที่จุดรับภาพ (macular edema) ผู้เป็นโรคเบาหวานจะมีอาการทางสายตาที่ผิดปกติ ได้แก่ ตามัวมีจุดดำลอยในวุ้นตา เป็นต้น ดังนั้นคำแนะนำคือ ผู้เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ควรได้รับการตรวจตาครั้งแรกหลังจากเป็นโรคเบาหวาน 5 ปี ผู้เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ควรได้รับการตรวจตาครั้งแรกหลังจากทราบว่าเป็นโรคเบาหวาน หลังจากนั้นให้ตรวจตามที่แพทย์นัด

โรคไตจากเบาหวาน คำแนะนำคือ ผู้เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ควรได้รับการตรวจหาอัลบูมินในปัสสาวะครั้งแรกหลังจากเป็นโรคเบาหวาน 5 ปี ผู้เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ควรได้รับการตรวจหาอัลบูมินในปัสสาวะครั้งแรกหลังจากทราบว่าเป็นโรคเบาหวานหลังจากนั้นให้ตรวจตามที่แพทย์นัด

      โรคปลายประสาทผิดปกติ คำแนะนำคือ ผู้เป็นโรคเบาหวานควรได้รับการตรวจเท้าเมื่อเริ่มเป็นโรคเบาหวาน และตรวจตามที่แพทย์นัด

 

 

 

โรคแทรกซ้อนของหลอดเลือดแดงใหญ่

เกิดจากการตีบตันของหลอดเลือดแดงใหญ่ที่สมอง หัวใจ และปลายเท้า

จากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ใน พ.ศ. 2557 พบว่าร้อยละ 19.2 ของประชาชนที่สำรวจมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ และร้อยละ 19.5 ยังมีการสูบบุหรี่ ซึ่งการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอและการสูบบุหรี่ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการเกิดหลอดเลือดแดงแข็ง ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนของหลอดเลือดแดงใหญ่ การป้องกันทำได้โดยการควบคุมอาหาร ลดการรับประทานอาหารมันจัด งดหรือหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันทรานส์ งดการสูบบุหรี่

 

 

     โดยสรุปผู้เป็นโรคเบาหวานควรมีวินัยในการดูแลตนเองอย่างสม่ำเสมอ ในเรื่องการควบคุมอาหาร การมีกิจกรรมทางกาย/การออกกำลังกาย การใช้ยารักษาโรคเบาหวาน และควรได้รับความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน เพื่อช่วยให้มีสุขภาพที่ดี ชะลอการเกิดโรคแทรกซ้อนจากเบาหวานและมีอายุยืนยาวเท่าผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคเบาหวาน หัวใจตีบตันโรคหลอดเลือด
 

ผู้สนับสนุนโครงการ