การเลือกใช้ข้อมูลข่าวสารโรคเบาหวานในโลกออนไลน์

ไลฟ์สไตล์

โดย แพทย์หญิงฐิตินันท์ อนุสรณ์วงศ์ชัย

      ในปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์มีแนวโน้มเป็นสื่อหลักในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสาร การจับจ่ายใช้สอยสิ่งของต่าง ๆ ตลอดจนการค้นคว้าหาข้อมูล พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในแถบใกล้เคียง ผลสำรวจจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) พบว่า คนไทยประมาณร้อยละ 30 ใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงถึง 50.4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยสื่อที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ เฟซบุ๊ก ไลน์ และอินสตาแกรม เป็นต้น นอกจากนั้น คนไทยจำนวนหนึ่งนิยมใช้สื่อออนไลน์ในการค้นหาข้อมูลด้านโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ซึ่งนับวันจะมีข้อมูลและความซับซ้อนมากขึ้น

      ด้านโรคเบาหวาน เนื่องจากแพทย์ส่วนใหญ่มีเวลาตรวจผู้ป่วยในแต่ละรายค่อนข้างจำกัด และมักใช้เวลาส่วนใหญ่มุ่งไปที่การรักษาตัวโรค ในขณะที่ผู้เป็นเบาหวานต้องการอยากทราบข้อมูลด้านอื่น ๆ อีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยของเขา เช่น ในขณะที่แพทย์สนใจการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โรคแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น รวมทั้งปรับชนิดและขนาดของยาในแต่ละครั้งที่ผู้เป็นเบาหวานมาตรวจ เขาอาจอยากรู้เรื่องอื่นที่สำคัญสำหรับเขามากกว่า แต่ไม่มีเวลาถามแพทย์ผู้รักษา เช่น ยารักษาโรคเบาหวานรับประทานไปนาน ๆ จะมีโทษไหม จะทดลองใช้สมุนไพรตัวนี้ได้ไหม จะอันตรายไหม ฯลฯ สื่อสังคมออนไลน์จึงมีบทบาทมากขึ้นและมีประโยชน์ต่อทั้งแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้เป็นเบาหวานและประชาชนทั่วไปหากใช้อย่างมีวิจารณญาณ

      แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์สามารถใช้สื่อออนไลน์ค้นหาข้อมูลใหม่ ๆ นำมาประกอบการดูแลรักษาผู้ป่วย ใช้ในการประชาสัมพันธ์ และให้ความรู้ในด้านโรคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกัน การรักษา หรือให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัว ยกตัวอย่างเช่น หากต้องการหาข้อมูลเกี่ยวกับ “โรคเบาหวาน” จะพบแหล่งความรู้จากเว็บต่าง ๆ มากมายทั้งในและต่างประเทศ ทั้งจากภาครัฐ เอกชน หรือแม้กระทั่งบล็อกส่วนตัว แต่ทั้งนี้ การเลือกอ่านและใช้ข้อมูลข่าวสารในโลกออนไลน์ต้องมั่นใจว่ามาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือได้ เช่น ผู้เขียนเป็นแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือหรือมีความชำนาญด้านโรคนั้น ๆ หรือเป็นข้อมูลจากสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น อย่างไรก็ดี มีบางแหล่งให้ข้อมูลที่ผิดหรือบิดเบือน เช่น “สมุนไพรรักษาเบาหวานหาย“ “เป็นเบาหวานไม่ควรใช้ยาลดน้ำตาล” เป็นต้น ซึ่งส่งผลเสียต่อผู้เป็นเบาหวานและผู้ที่หลงเชื่อ ซึ่งส่วนใหญ่ข้อมูลเหล่านี้เขียนโดยผู้ที่ไม่ใช่แพทย์หรือผู้ไม่มีความรู้ทางการแพทย์ที่ถูกต้อง บางส่วนเขียนจากคำบอกเล่าของคนอื่น หรือเขียนเป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ส่วนตัว ขอยกตัวอย่างเรื่องจริง กรณีผู้ป่วยเด็กเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 จำเป็นต้องฉีดอินซูลินทุกวันเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แต่ผู้ปกครองหลงเชื่อโฆษณาขายยาสมุนไพรที่อวดอ้างสรรพคุณว่าสามารถรักษาเบาหวานให้หายขาดได้ ทำให้ผู้ปกครองเสียเงินราคาแพงซื้อยาสมุนไพรมาให้ลูกรับประทานและหยุดฉีดยาอินซูลิน หวังว่าลูกจะได้ไม่ต้องฉีดยา สิ่งที่เกิดขึ้นคือลูกมีปัญหาระดับน้ำตาลในเลือดสูงขั้นวิกฤติ เลือดเป็นกรดเนื่องจากร่างกายขาดอินซูลิน เสี่ยงต่อการเสียชีวิต แต่โชคดีที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลและแพทย์สามารถรักษาด้วยอินซูลินช่วยชีวิตไว้ได้

ดังนั้น การหาข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพบนโลกของโซเชียลมีเดีย ควรใช้วิจารณญาณ พิจารณาแหล่งที่มา ตรวจสอบข้อมูลข่าวสารให้ถี่ถ้วน และควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษาเสียก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ได้รับผลเสียหรือผลกระทบจากการทำตามคำแนะนำที่ผิดไปจากที่ควรเป็น ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ควรส่งต่อข้อมูลที่ยังมิได้พิสูจน์ว่าถูกต้อง เนื่องจากหากส่งต่อข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไปเป็นวงกว้าง จะยิ่งนำมาซึ่งการเกิดผลเสียต่อผู้อื่นมากยิ่งขึ้นไปอีก

สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ ทราบถึงปัญหาที่ข้อมูลข่าวสารบางอย่างจากสื่อออนไลน์อาจมีความคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง จึงมีความพยายามที่จะสื่อข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องให้แก่ประชาชน โดยสมาคมฯ ได้จัดตั้งเครือข่ายชมรมเบาหวานภาคประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และภูมิภาคต่าง ๆ เช่น สงขลา ระยอง เชียงใหม่ และอีกหลายจังหวัด เพื่อใช้เป็นสื่อในการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง แลกเปลี่ยนประสบการณ์ รวมถึงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และผู้เป็นเบาหวาน เพื่อหวังผลให้ผู้เป็นเบาหวานดูแลตนเองได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ผู้เป็นเบาหวานหรือประชาชนทั่วไปยังสามารถสืบค้นข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคเบาหวานได้จากเว็บไซต์สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ www.dmthai.org หรือสามารถสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับโรคเบาหวานโดยส่งคำถามมาได้ทางอีเมล info@dmthai.org ซึ่งจะมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคเบาหวานคอยตอบคำถามของท่าน

ผู้สนับสนุนโครงการ